(รีวิวภาพยนตร์) Tomb Raider 2018 : การรีบู้ทสาวน้อยลาล่า กับเนื้อเรื่องที่อิงกับเกม

(รีวิวภาพยนตร์) Tomb Raider 2018 : การรีบู้ทสาวน้อยลาล่า กับเนื้อเรื่องที่อิงกับเกม

คนไหนที่เคยเล่นเกม Tomb Raider ฉบับรีบู้ทมาแล้ว เชื่อได้ว่าหลายคน คงจะสนุกสนานและหลงรักลาล่า ครอฟต์ คนใหม่มากขึ้น และแน่นอนตัวหนังเองก็ต้องรีบู้ทใหม่ ที่น่าสนใจก็คือ ได้คัดเลือกนักแสดงนำอย่าง อลิเซีย วิกันเดอร์ มาเล่นบทบู๊และกอิงเนื้อเรื่องจากเกมภาคแรก แต่คำถามก็คือ แล้วตัวภาพยนตร์จะเป็นอย่างไร สนุกเท่ากับในเกมไหม ? นี่คือบทความรีวิวหลังจากที่ทางเราไปชมมาครับ

ตัวภาพยนตร์ของ Tomb Raider นั้นจะเล่าเรื่องราวของลาล่า ครอฟต์ ลูกสาวของอภิมหาเศรษฐีที่หลังจากพ่อหายสาบสูญไป 7 ปี ไม่ยอมเซ็นรับมรดกเพราะยังทำใจที่พ่อหายตัวไปไม่ได้ และเธอได้เบาะแสที่อาจจะรู้ก็ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของเธอ เลยเดินทางไปยังเกาะยามาไต ที่ซึ่งพ่อของเธอออกไปหาเบาะแสของจักรพรรดินีของญี่ปุ่น “ฮิมิโกะ” ที่ว่ากันว่าเธอมีพลังมหาศาลจนถูกต้องพูดสะกดเอาไว้ในเกาะแห่งนั้น และนี่คือจุดเริ่มต้นของการผจญภัยของเธอ

ก่อนอื่น สิ่งที่แตกต่างจาก Tomb Raider ฉบับเกม และฉบับภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ ถ้าว่าตรงๆ ก็คือ หน้าอกของเธอ ไม่ตู้ม (ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตัวละคร ลาล่า ไปแล้ว) แต่ถ้าว่าตรงๆ แล้ว ไซด์บอร์ดี้ของนางเอกที่เล่นนั้นก็ใกล้เคียงกับ ลาล่า ในเวอร์ชั่นเกมเลย แต่หากมองข้ามเรื่องไซด์หน้าอกของเธอไป ก็จะพบได้ว่า ในภาพยนตร์นั้นเธอเหมาะสมในการรับบทมาก เพราะว่าฉบับเกมนั้นเธอจะบู๊จริง เจ็บจริง และในภาพยนตร์เองก็มาแบบนั้น

เดิมที ในฉบับรีบู้ทของเกม ลาล่าแข็งแกร่งขึ้นได้เพราะการเอาตัวรอดจากบนเกาะ แต่สำหรับในภาพยนตร์ที่มีข้อจำกัดเรื่องของเวลานั้น จึงได้เล่าเรื่องใหม่ บอกได้เลยว่าช่วงเวลาบนเกาะนั้นไม่ได้ยาวเหมือนกับในเกม แต่ตัวหนังปูพื้นฐานอยู่แล้วว่าเธอเป็นสาวแกร่งระดับหนึ่ง ซึ่งไม่เท่ากับเวอร์ชั่นของแองเจลีน่า โจลี่ ทำให้ทุกเหตุการณ์ก่อนที่เธอจะไปบนเกาะ และอยู่บนเกาะนั้น เป็นแบบฝึกหัดชั้นดี และเราจะเห็นได้ว่า เธอจะเล่นจริง บู๊จริง เจ็บจริง วิ่งจริง จนเรียกได้ว่าสาวน้อยตัวนิดเดียว แต่กว่าจะผ่านอะไรแต่ละอย่าง เรียกได้ว่าหืดขึ้นคอ

แต่สิ่งที่่ต่างจากในเกมก็คือ กองทัพของศัตรูนั้นจะมีขนาดที่เล็กกว่า และเล่าเรื่องแบบตัดเนื้อหาในเกมไปค่อนข้างเยอะ ตรงนี้เชื่อได้ว่าคนเล่นเกมมาจะรู้สึกเลยว่าหนังควรจะมีอะไรใส่มามากกว่านี้ และจะรู้สึกว่าในหนังเล่าเรื่องง่ายไปหน่อยเมื่อเทียบกับในเกม (ราวกับเปิดโหมด Easy) แต่ถ้ามองในมุมมองของภาพยนตร์ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยเล่นเกมมาก่อน จะรู้สึกได้เลยว่า ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์นั้น ตัวละครเล่นจริง เจ็บจริง วิ่งจริง เหนื่อยจริง และเปื้อน เปรอะ ไม่ได้อาบนํ้าจริง และนั่นทำให้บุคลิคของเธอนั้นออกมาเป็นแนวสาวแกร่ง และเป็นต้นแบบที่ดีกับให้ผู้หญิงที่ไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้

นักแสดงสมทบของเรื่องนี้ทำออกมาได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นแดเนี่ยล วู ที่รับบทเป็นกัปตันเรือที่ร่วมเดินทางไปกับลาล่า และ วอลตั้น ก๊อกกิ้นส์ ที่รับบทเป็นตัวร้ายของเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าสิ่งที่หนังเน้นมากกว่าก็คือตัวของลาล่าซะส่วนมาก จริงๆ แล้วตัวหนังบทของตัวร้ายควรจะมีมิติกว่านี้ แต่ตัวหนังได้ทำให้กระซับขึ้น ทำให้ความมีมิติของตัวร้ายถูกตัดออก และมาในรูปแบบราวกับเปิดโหมด Easy ซะอย่างนั้น

คำถามว่า แล้วแบบนี้ภาพยนตร์เรื่องนี้ควรค่าไปชมไหม บอกได้เลยว่าแนะนำให้ไปชม เพราะว่าเนื้อเรื่องบางช่วงจะดูอ่อนไปนิด แต่สิ่งที่ภาพยนตร์นำเสนอก็คีอ ความทรหดและบู๊แหลกในช่วงเวลาเริ่มต้นของลาล่า (นักแสดง อลิเซีย วิกันเดอร์ ไปฟิตร่างกายเพื่อเล่นหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ ในหนังจะเห็นเลยว่าหน้าท้องของเธอซิกแพ็คมาเป็นลํ่าเลย) ดังนั้นถ้าคนไหนต้องการจะเห็นลาล่าแบบเล่นบู๊จริง แมนจริง แต่ยังคงมีความเป็นสาวน้อยที่รักพ่อของตัวเองอยู่ คุณจะชื่นชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ

คะแนนจากสื่อต่างประเทศนั้นอยู่ที่ระดับ 7 – 8 (จาก IMDB, Geek Culture, Star2.com) ส่วนในไทยนั้น คะแนน Pantip ให้ 3.5 จากเต็ม 5 , คะแนนจากเพจวิจารณ์ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ก็ทางชื่นชอบ (อวยไส้แตกแหกไส้ฉีก ให้ 8 / 10 , นักเลงโรงหนังให้ 7.5 / 10 , Movie is Here ให้ 7.5) ซึ่งถือว่าคะแนนไม่เลวเลยนะครับสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้

Comments

comments