(รายงานจากเกาหลี วันที่ 2) สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ + ทำซีสที่ฟาร์มแกะ

หลังจากที่ได้ดื่มดั่มกับการท่องเที่ยวในเกาหลีวันแรกแล้วนั้น ในบทความนี้จะเป็นการเล่าเรื่องการเดินทางของวันที่ 2 ในการเดินทางให้อ่านกันนะครับ และคิดว่าสำหรับโปรแกรมท่องเที่ยวของวันที่ 2 นี้น่าจะถูกใจสำหรับวัยรุ่นอย่างมากเลยหละครับ

ตื่นมายามเช้าที่เกาหลี บรรยากาศตัวเมืองที่เป็นช่วงเวลาที่มีคนไปทำงานกัน แต่เท่าที่มองๆ นี่เหมือนรถไม่ติดเท่าไหร่เลยนะครับ ระบบคมนาคมของเขานี่ดีมากๆ เลย

สำหรับมื้อเช้านั้นเราได้รับประทานอาหารที่โรมแรม โดยเป็นบุฟเพ่ต์อาหารเช้าตามสไตล์โรมแรมทั่วไป แต่ที่แปลกตาไปหน่อยก็คือ จะมีอาหารเกาหลีมาอยู่ด้วย และไส้กรอกกับแฮมนี่รสชาติอร่อยมาก ไม่เหมือนตอนกินที่บ้านเราเลยซักนิด ซึ่งยอมรับเลยว่าพวกเนื้อของบ้านเขานี่ทำออกมาได้ดีมาก

จากนั้นโปรแกรมของวันนี้ที่คณะเดินทางหลายคนรอคอย นั่นก็คือ การเดินทางไปสวนสนุก เอเวอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสวนสนุกที่ดีที่สุดในเกาหลี และได้รับสมญานามว่าเป็นดิสนีย์แลนด์เกาหลีเลยทีเดียว โดยในธีมของสวนสนุกช่วงเวลาที่เราไปนั้นจะเป็นธีมของฮัลโลวีนครับ

คณะทัวร์ของเราได้รับบัตรพิเศษที่สามารถเล่นได้ทุกเครื่องเล่น บรรยากาศของสวนสนุกนั้นเต็มไปด้วยวัยรุ่นชาวเกาหลีที่มาท่องเที่ยวกัน โดยไกด์ได้บอกว่าวันนี้คนไม่เยอะเพราะเป็นวันทำงานและเด็กเปิดเทอมกัน (ขนาดไม่เยอะนะเนี่ย) พื้นที่ของสวนสนุกนั้นจะตั้งบนเขา เครื่องเล่นบางส่วนจะอยู่ข้างล่างของเขา แต่ก็มีกระเช้าบริการฟรีด้วย และไกด์ได้พาไปเล่นเครื่องเล่นที่ขึ้นชื่อของที่นี่เลย นั่นก็คือ รถไฟเหาะ T-Express นั่นเอง

 

มันเป็นรถไฟเหาะที่มีความเร็วถึง 104 กิโลเมตร และเป็นรถไฟรางที่ทำจากไม้แห่งแรกในเอเชีย แถมมีลูกเล่นโดยการไหลลงมาจากรางในความชัน 77 องศา เรียกได้ว่าเหวี่ยงกันทีเหมือนตัวจะหลุดกระเด็นออกมาจากที่นั่งเลย (หวาดเสียวมาก แต่กลับมีเด็กๆ เกาหลีเล่นกันเต็มเลย ไม่กลัวกันเลยนะพวกนี้) อยากรู้ใช่ไหมว่ามันเป็นยังไง ? ดูในคลิปได้เลย

หลังจากเดินมือไม้ขาสั่นลงมากันแล้ว ทีนี้ก็เป็นเวลา Free Time กันแล้ว ให้แยกย้ายไปเล่นกันได้อย่างอิสระเลย โดยทางผมได้ติดตามคณะเดินทางเพื่อไปถ่ายภาพบรรยากาศของคณะทัวร์ โดยได้มีการเล่นเครื่องเล่น 2 จุด นั่นก็คือ Rock Spin หรือ เฮอร์ลิเคนบ้านเรานี่เอง ส่วนตัวคนเขียนยังไม่เคยขึ้นของไทยเลยนะ แต่รู้สึกว่าของเกาหลีจะหมุนเยอะกว่าเสียอีก (และต่างจากไทยตรงไม่มีนํ้าพุเปิด ฮะๆ)

ต่อมา กลุ่มคณะทัวร์ที่ติดตามไปด้วยนั้นก็ได้อยากไปลองเล่นไวกิ้ง ซึ่งต้องเดินทางไปไกลพอสมควรเพราะอยู่ในเชิงเขาอีกลูกหนึ่ง (แต่ไม่ไกลมากนัก) แต่เท่าที่ลองดู ไวกิ้งของบ้านเขาก็ไม่ได้ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่นัก มีที่ต่างก็คือเราสามารถเอากระเป๋าขึ้นไปด้วยได้ แต่ต้องวางไว้ที่เท้าแล้วหนีบเอาไว้ตลอดนั่นเอง













ต่อจากนั้นคณะทัวร์ก็อยากที่จะไปลองรถปั้ม แต่ส่วนตัวผมแล้วเห็นว่ามันเลยเที่ยงมาแล้ว เลยว่าจะไปทานอาหารกลางวันก่อน (ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้หิวอะไรเลยก็เหอะ) แต่ไม่รู้เดินไปเดินมา ทะลุหลงไปสวน 4 ฤดูของที่นี่ได้ยังไง แต่ก็ได้ภาพบรรยากาศสวยๆ ของสวนสนุกแห่งนี้กลับเอามาฝากกันครับ และที่นี่ยังมีเด็กๆ อนุบาลมาทัศนศึกษากันด้วย (น่าอิจฉาจุงเบย)

เข้าไปในร้านอาหารเพื่อที่จะไปสั่งอาหารกลางวันด้วยบัตรอาหารที่มีอยู่ แต่เจ้าพระคุณรุนช่อง พอรู้อยู่แล้วหละว่าคนเกาหลีไม่พูดภาษาอังกฤษ แต่กลับไม่นึกว่าแม้แต่ศัพท์ง่ายๆ จะยังไม่รู้เรื่อง! ขนาดกระผมชี้แล้วนะว่าจะเอาอันนี้ กลับมองมาแบบงงๆ ซะงั้น แต่ในที่สุดก็สั่งได้อะนะ


ที่นี่จะแปลกอย่างก็คือ จะไม่มีบัตรคิวในการรออาหาร แต่จะเป็นเครื่องแบบในรูปแทน โดยพอเวลาถึงคิวเราแล้วมันก็จะสั่นพร้อมกับมีไฟแดงกระพริบมาด้วย (อารมณ์ประมาณมือถือโทรเข้า) ก็แปลกตาและสะดวกดี แต่พอรับอาหารมากินแล้วรสชาติไม่อร่อยเท่าไหร่เลยนะ อาจเป็นเพราะว่ายังอิ่มกับมื้อเช้าอยู่ก็ได้

และดูจากเวลาแล้วเห็นได้เลยว่าคงเล่นได้อีกอย่างเดียว และไหนๆ ก็มาแล้ว เลยว่าจะไปดูไลเกอร์ซะหน่อย ซึ่งเป็นสัตว์ผสมเทียมและไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ นั่นก็คือ เกิดจากพ่อสิงโตและแม่เสือ ออกลูกมาเป็นไลเกอร์นั่นเอง ซึ่งตอนนี้ในโลกมีอยู่ที่เกาหลีอยู่ตัวเดียวแล้ว (ตอนแรกมี 2 ตัว แต่ตายไปตัว ตอนนี้เลยเหลือตัวนึง)

แต่เจ้าพระคุณรุนช่อง เดินหลุดเข้ามาที แถวมันจะยาวไปถึงไหนกัน (ฟะ) นี่ แถมระหว่างทางดันมีร้านไอศครีมขายระหว่างทางด้วยนะ แหม๋ ยังกับรู้เลยว่ายังไงต้องมีคนมาต่อแถวกันเยอะแน่ๆ แต่จะให้ถอยหลังกลับไปก็ยากละเพราะคนมันมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ เลยต้องต่อแถวต่อไป



ไปจนถึงใกล้ทางขึ้นรถบัสแล้ว ก็เจอจุดถ่ายรูปที่จะให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปกันคนละใบ แน่นอนว่าตัวผมเองก็ให้ถ่ายรูปเช่นกัน พร้อมกับรับตั๋วมา เหมือนกันว่าให้ไปเอารูปได้หลังเที่ยวจบ แล้วก็รอไม่นานเท่าไหร่ก็มีรถบัสมาจอดรถให้เราขึ้นรถไปเที่ยวกันซะที หลังจากต่อแถวยาวมาเป็นครึ่งชั่วโมงกว่า

ข้างในนั้นเป็นรถบัสติดแอร์เหมือนรถเมล์เลยครับ พร้อมกับกระจกใสทั้งซ้ายและขวา โดยคนขับรถจะทำหน้าที่ขับรถและเป็นไกด์ให้เราด้วย ซึ่งพูดอะไรก็ไม่รู้ฟังไม่ออกอะนะ แล้วก็หยุดรถเพื่อให้เราได้ดูและถ่ายรูปเหล่าสัตว์ต่างๆ รวมไปถึงไลเกอร์ด้วย ซึ่งทางไกด์เขาบอกว่าถ้าวันไหนฝนตกหรืออากาศไม่ดีเขาจะไม่เอาออกมาโชว์ เพราะว่ากลัวมันไม่สบายนั่นเอง

และไฮไลท์อีกฝ่ายสำหรับซาฟารีของสวนสนุกแห่งนี้ก็คือ ไกด์หรือคนขับรถจะทักทายหมี ให้อาหารมันแล้วก็ให้มันทำท่าไหว้ทักทายผู้ชมด้วย (จริงๆ ก็ยกมือทักทายอะนะ) แปลกตามากๆ ครับเพราะยังไม่เคยเห็นหมีทำท่าขออะไรแบบนี้มาก่อนเลย

เสร็จจากการทัวร์ ก้มหัวขอบคุณไกด์คนขับรถแล้ว เลยรีบลงจากรถแล้วก็วิ่งทะลุร้านหลอกเอาเงิน… เอ้ย ร้านขายของที่ระลึกเพื่อกลับไปยังจุดนัดพบทันทีเพราะว่าสายจากกำหนดไปแล้ว (ส่วนเรื่องรูปนั้นสรุปว่าเสียเงิน เลยไม่เอา) แต่ปรากฎว่ากระเช้าคนต่อแถวเยอะมาก เลยต้องวิ่งขึ้นเนินเขาไป เจ้าพระคุณรุนช่องเอ็ยยยยย เข้าใจเลยว่าทำไมคนเกาหลีหุ่นถึงผอมเพรียวกัน เพราะว่าเดินขึ้นลงเขากันบ่อยนี่เอง

วิ่งมาพร้อมกับสายนํ้า (เหงื่อ) ท่วมตัว ในที่สุดก็มาถึงจุดนัดพบได้ทันเวลาพอดี แต่ก็รออีกหน่อยกว่าจะได้กลับเพราะว่ายังขาดอีก 4 คนนั่นเอง พอคณะทัวร์เดินทางครบแล้วก็เดินทางออกจากสวนสนุก ขึ้นรถบัสของสวนสนุกเพื่อไปยังที่จอดรถ ระหว่างรอคนอื่นๆเข้าห้องนํ้า เลยไปลองหยอดซื้อนํ้าอะไรก็ไม่รู้ในตู้หยอด ราคา 800 วอน ปรากฎว่ามันคือ นํ้าแอปเปิ้ลเขียวโซดานั่นเอง อร่อยดี เพราะในไทยไม่มีขายมั้ง

นั่งรถต่อเพื่อเดินทางไปยังอีกจังหวัดคังวอน เพื่อไปเที่ยวฟาร์มแกะที่ Daegwallyeong Sheep Ranch (น่าจะที่นี่นะ) โดยบรรยากาศตอนนี้ หมอกลงยังกับบรรยากาศตอนเช้าเลย แถมอุณหภูมิประมาณ 18 – 19 องศา มีลมพัดมาวิ้วๆๆ อารมณ์ประมาณอยู่บนดอยเลย (ชอบมว๊าก) เป็นทิวทัศน์ที่ถูกใจสำหรับคนที่มาจากเมืองร้อนอย่างผมจริงๆ

แกะที่นี่จะไมได้ขนขาวปุกปุยน่ากอดเหมือนบ้านเรานะครับ เพราะว่าเขาเลี้ยงเอาแบบกับดินเพื่อเลี้ยงจริงๆ จังๆ เลย จะได้ตัดขนเอามาทำเสื้อ ผิดกับบ้านเราที่เลี้ยงเอาสวยงาม โดยเราจะได้ให้อาหารแกะกัน ทางฟาร์มเขาให้อาหารแกะให้เราเอาใส่กระบวยเรียบร้อย แต่จะบอกว่าพวกนี้จะกินแบบตะกละมาก ถ้ามีตัวนึงได้เสียบกินละก็ เอาออกมายากเลยทีนี้

ต่อมาก็ได้ไปลองทำซีสกัน โดยไกด์ได้เตือนว่ากรุณาทำตามขั้นตอนซะดีๆ ไม่งั้นอาจุงม่าผู้ที่จะมาสอนเราจะถึงกับเดินมาตีมือเราเลย โดยอุปกรณ์ที่เราจะเอามาทำซีสกันนั้นจะมีนมสดๆ + เจลาติน แล้วก็จะมีเมล็ดทานตะวันและดอกไม้ที่สามารถกินได้


วิธีการทำก็เอาทัพพี (มั้ง) คนในหม้อนมสดแบบไป – กลับช้าๆ เรื่อยๆ พอเริ่มร้อนก็ใส่เจลาตินลงไป ตั้งไปจนเรื่อยๆ จนกว่ามันจะเดือด แล้วก็หรี่ไฟให้เบาลง จากนั้นอาจุงม่าจะเอาผลรสเลมอนหรือสเตอร์เบอร์รี่มาให้เราเลือกว่าจะเอาซีสรสอะไร (เราเลือกเลมอน) จากนั้นก็ตักเอามาใส่ในผ้าขาวบาง (มั้ง) แบบนี้


เอาเมล็ดทานตะวันและดอกไม้ใส่ลงไปเพื่อความสวยงาม จากนั้นก็เอาหิน (แต่ดูแล้วน่าจะเป็นก้อนอิฐ) เอามากดซีสเพื่อให้มันแน่นๆ จนมีหน้าตาออกมา… เหมือนเต้าหู้! และวิธีการกินก็คือ เอาคอนฟั๊บ (ข้าวโพดกรอบ) หั่นซีสใส่แบบในรูป จิ้มกับแยมสเตอร์เบอร์รี่หรือใส่เกลือแล้วแต่ความชอบ เอาคอนพับโปะอีกชั้นนึงเหมือนแซนวิส แล้วก็กิน รสชาตินะเหรอ…. มันคือซีส.. ไร้กลิ่น มีรสนมสด อารมณ์ประมาณกินซีสแบบในพิซซ่าขอบซีส เพียงแต่เป็นรสนมสดแทน

จากนั้นก็ขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังโรมแรม ดูเหมือนว่าฟาร์มที่เราเข้าไปเที่ยวนั้นเขาจะเรียกว่าเป็นหมู่บ้านสายลม เพราะว่ามันเป็นพื้นที่ที่จะหนาวมาก ในหน้าหนาวอุณหภูมิจะติดลบถึง 20 – 25 องศาเลยทีเดียว แถมในเมืองนี่ยังมีหมอกลงเพียบเลย

อาหารมื้อเย็นของวันนี้เป็นซีฟู้ดหม้อไฟ ดูรูปนี้เหมือนน่ากินใช่มะครับ

ลองตักเอามาดู มีไข่ปลาที่หน้าตาแปลกๆ (ลองกินไปหน่อย ออกแนวเละๆ นิดนึง บอกรสชาติไม่ถูก แต่ไม่ลองต่อแน่นอน) แถมมีหอยทากมาด้วย!! (อันนี้ไม่กล้ากินแน่นอน) นอกจากนั้นก็มีกุ้ง (ตัวเล็กกว่าบ้านเรา) , ปลาหมึก (สดมาก) , ปู (เนื้อเละ ไม่อร่อยเลย) และก็มีหอยแมลงภู่มาด้วย สีนํ้าซุปเหมือนต้มยำ แต่จริงๆ คือจืด รสชาติธรรมดาไปเลย ส่วนตัวแล้ว วันแรกอร่อยกว่าอีก

บรรยากาศยามดึกของหน้าร้านอาหาร ทางซ้ายมือเป็นทะเลนํ้าลึก ว่ายนํ้าไมได้ แต่เห็นเขาบอกจะมีเก้าอี้ผ้าใบให้นอนรับลมกันด้วย (บ้านเรือนเขาสะอาดจนน่าอิจฉา)

สำหรับบรรยากาศของการเดินทางวันที่ 2 ก็จบลงเพียงเท่านี้นะครับ ยังมีวันที่ 3 – 4 และ 5 มาให้อ่านกันต่อแน่นอน และในการเดินทางครั้งนี้ต้องขอขอบคุณทางบริษัท ทีโอที สำหรับการสนับสนุนการเดินทางมาในครั้งนี้ด้วยนะครับ

 

Comments

comments