(รายงานจากเกาหลี วันที่ 5) พิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์ + เอ็น โซล ทาวเวอร์ + ถนนมหาลัยอีวา

สำหรับบทความนี้จะเป็นบทความตอนสุดท้ายกันแล้วนะครับ โดยวันสุดท้ายนี้จะเน้นหนักในการเที่ยวส่งท้ายและซื้อของฝาก แต่ก็เรียกได้ว่า โปรแกรมท่องเที่ยวที่ทาง TOT ได้ไว้วางใจให้ทาง Korea Center เป็นผู้จัดทัวร์นั้นมีโปรแกรมทัวร์กันแบบไม่เสียเวลาเปล่าเลย เพราะว่ามีการเที่ยวกันตลอดนั่นเองครับ

โดยสำหรับโปรแกรมแรกของเรานั้นได้ไปเที่ยวที่ภูเขาใจกลางเมืองหลวงโซลกันก่อน นั่นก็คือ N-โซล ทาวเวอรื นั่นเองครับ โดยปกติแล้ว คนเกาหลีเขาจะห้ามเอารถขึ้นไป ยกเว้นรถทัวร์ของชาวต่างชาติและคนพิการเท่านั้น คนเกาหลีจะต้องเดินขึ้นเขามากันเอง ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคนเกาหลีถึงสุขภาพดีกันทุกคน (เห็นแล้วอิจฉามัก)

หลังจากที่ลงจากรถทัวร์กันแล้ว มันจะเป็นตำแหน่งที่รถเมล์เขาจะขึ้นมาส่งพอดี และหลังจากนี้เราต้องเดินไปอีก 300 เมตร ฟังดูแล้วเหมือนจิ๊ปๆ แต่ทว่า มันคือ 300 เมตรในสภาพเดินขึ้นเขาทางลาดชัน!! เดินขึ้นกันไปแปบเดียวอาการก็เริ่มเหนื่อยหอบกันแล้วหละครับ แต่ต้องบอกว่าอากาศดีมากๆ


หลังจากเหนื่อยหอบกันแล้ว เราก็ได้ไปเที่ยวที่เป้าหมายแรกกันก่อนเลย นั่นก็คือ พิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เล่าประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีเอาไว้ แต่ที่มันเด่นก็คือ มีการเอาตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์มาแทนหุ่นคน! จากการสอบถามไกด์นั้น ไกด์ได้ตอบว่า ทางเกาหลีได้ซื้อลิขสิทธิหมีเท็ดดี้แบร์มาจากอังกฤษโดยเฉพาะ เพราะคนเกาหลีเชื่อว่าคนเกิดจากหมีนั่นเอง







ภายในบริเวณที่แสดงนั้น นอกจากจะมีตุ๊กตาหมีวางตั้งเอาไว้แล้ว บางตัวยังสามารถขยับได้ด้วย! พร้อมกับเนื้อเล่าประวัติความเป็นมาในยุคสมัยนั้นๆ แต่ด้วยการที่คนเขียนบทความอ่อนภาษาปะกิต บวกกับเวลาไม่ค่อยมี เลยได้เดินผ่านๆ ไปเท่านั้น


หลังจากนั้นเราก็ได้เดินขึ้นลิฟต์เพื่อไปชั้นบนสุดของหอคอย N-Seoul Tower ซึ่งเราสามารถมองเห็นวิวรอบๆ ของเมืองโซลได้ 360 องศากันเลยทีเดียว โดยจะมีกล้องส่องทางไกลหยอดเงินเป็นระยะๆ แต่ทางผมนั้นมีกล้องอยู่แล้ว เลยไม่ไปหยอดให้เปลืองเงิน แฮ่….

บนจุดชมวิวนั้นนอกจากจะมีของที่ระลึกขายกันแล้ว ยังมีขนมหวานมาขายกันด้วย โดยมีหลากหลายมากทั้งช็อคโกแลต ยันขนมหวานรสต่างๆ ราคาแพงระดับหนึ่ง












เมื่อลงมาแล้วก็ได้มาเดินเที่ยวรอบๆ กัน และที่หอคอยโซลนั้นก็มีขึ้นชื่อเรื่องความรักกัน โดยจะมีคู่รักเอาพวงกุญแจหรือปลอกมือถือเอามาเขียนชื่อตนเองและแขวนเอาไว้ เป็นความเชื่อว่าจะทำให้ความรักอยู่กันชั่วนิรันดร




หลังจากนั้นก็ได้ขับรถต่อ และมาทานอาหารกลางวันกันในบริเวณใกล้ๆ กับ Duty Free หรือร้านค้าปลอดภาษี ที่จะมาช็อปกันก่อนที่จะกลับบ้านนั่นเอง โดยอาหารกลางวันมื้อสุดท้ายในแบบฉบับเกาหลีนั้นก็คือ ข้าวยำเกาหลีครับ โดยกินกับหมูหมักต้มกันในกระทะจานแบน แต่ที่ Duty Free นั้นเป็นของขายพวกของเบรนเนมซึ่งคนเขียนไม่รู้จักซักอย่าง เลยไปเดินดูกันเฉยๆ ไม่ได้ซื้ออะไร







ต่อจากนั้น ก็ได้ไปทัวร์สถานที่พิเศษที่ไกด์แถมมาให้นอกโปรแกรม นั่นก็คือ จะพาเราไปเดินที่ถนนมหาลัยอีวา ซึ่งเป็นถนนบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยศิลปกรของเกาหลี และมีมหาวิทยาลัยหญิงล้วนอยู่ด้วย โดยถนนย่านนี้จะมีขายของกระจุกกระจิกหลายอย่าง ของดูแล้วราคาก็ไม่ได้แพงอะไรมากมาย แถมด้วยอาหารตา (สาวๆ เกาหลี) มาให้ (ดู) กันพรึ่บพรับ แต่เสียดายที่มีเวลาเดินเที่ยวกันแค่ 30 นาทีเท่านั้น แถวนี้มีไอศครีมสูง 23 เซนติเมตรแบบเดียวกับที่ตลาดเมียงดงขายด้วย

และก็สมควรแก่เวลาที่จะต้องเดินทางกลับบ้านกันแล้ว โดยสุดท้ายนี้ทางเราก็ต้องขอขอบคุณ ทางบริษัท ทีโอที ที่สนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้ และขอขอบคุณ คุณตุ้ม และคุณปาร์ค – โทนี่ ไกด์จากทางบริษัท Korea Center ที่อำนวยความสะดวกในเรื่องของข้อมูลต่างๆ และการบริการในการท่องเที่ยวด้วยนะครับ

บทความเที่ยวเกาหลีของเรา ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้แน่นอน โปรดรอติดตามชมครั้งต่อไปได้เลยครับ

Comments

comments