(รีวิวเกมออฟไลน์) Sniper Elite V2 สุดยอดเกมสไนเปอร์ที่คอ FPS ห้ามพลาด

 

เท่าที่ทราบ ในโลกนี้มีเกม FPS อยู่สองเกมที่เน้นแนวสไนเปอร์แบบจริงๆ จังๆ และสมจริงมากๆ เกมหนึ่งก็คือ Sniper Ghost Warrior เจ้าของเกมบั๊กบานตะไทที่ภาค 2 กำลังจะออกมา กับอีกเกมก็คือ Sniper Elite นั่นเอง ซึ่งตอนนี้ภาค 2 ของ Sniper Elite ก็ได้วางจำหน่ายผ่าน Steam แล้ว เชื่อว่าหลายๆ คนที่ได้ลอง DEMO มาแล้วต้องติดใจแน่ๆ งั้นมาดูเกมตัวเต็มกันดีกว่าว่าจะเทพสมกับที่หลายคนคาดหวังไหม

อย่าว่าผมนะ แต่หมอนี่หน้าตาคล้ายๆ อาเบะ ยังไงชอบกล

Sniper Elite V2 นั้นมีเนื้อเรื่องประมาณว่าตัวเอกของเรื่องเป็นสายลับของอเมริกา (สู้มันคนเดียวกระเทียมลีบทั้งเกม) ที่ต้องไล่ล่าสังหารกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ผลิตอาวุธร้ายแรงจากนาซี และกำลังจะย้ายข้างไปอยู่ฝ่ายโซเวียต ปรากฎว่าทั้งสองฝ่ายดันต้องการอาวุธและนักวิทยาศาสตร์ชิ้นนี้ด้วยกันทั้งคู่ ฉะนั้นบทบาทของเราก็คือ ขัดขวางเอาไว้ และก็เป่ากะบาลให้เรียบ!

เดินลุยเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเกมนี้

ตัวเนื้อเรื่องนั้นธรรมดามากๆ เพราะไม่มีอะไรโดดเด่นหรือมีเนื้อหาที่ลึกซึ้งเลยแม้แต่น้อย ถ้าหากว่าตัวเกมเป็นแนวถือปืนกลแล้วก็เดินหน้าลุยละก็จะเป็นเกมธรรมดาๆ ที่จะหายไปจากความทรงจำของนักเล่นเกมอย่างรวดเร็ว แต่ที่ทำให้ Sniper Elite V2 นั้นมีความแตกต่างจากเกมยิงทั่วไปก็คือ อาวุธที่เราใช้จะเน้นสไนเปอร์ หมายความว่าคุณจะไม่ได้เดินบู๊ลุยแหลกแบบเกมเดินยิง แต่คุณต้องเน้นลอบสังหารเรียงคน ด้วยกระสุน นัดต่อนัด

อย่าเพิ่งตื่นนะต๊ะเอง เค้าจะเข้าไปเชือด

มุมมองการเล่นนั้นเป็น TPS หรือมองผ่านหลังตัวละครที่สามารถเข้าที่กำบังแล้วก็หมอบได้ ซึ่งข้อเด่นของการเล่นแบบนี้ก็คือ ทำให้เราสามารถมองข้ามหัวตัวละครในการจับตามองดูศัตรูได้ แต่ในขณะเดียวกันถึงแม้ว่าจะเป็นมุมมองผ่านหลังตัวละคร แต่ตัวเกมกลับไม่อนุญาติให้คนเล่นสามารถโจมตีศัตรูในระยะประชิดได้เลย ยกเว้นย่องเงียบไปข้างหลังแล้วเชือดโดยไม่ให้รู้ตัวซะ จึงทำให้ตัวเกมบีบบังคับให้คนเล่นต้องสู้ด้วยปืนอย่างเดียวเท่านั้น เป็นการจำกัดคนเล่นให้เน้นแต่การลอบฆ่าอย่างเดียว

แบบนี้ต้องเก็บหัวหน้าเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ลูกน้องสินะ

ปริมาณศัตรูในเกมนี้ถ้าจะเทียบกับเกมเดินยิงทั้งหลายแล้วถือว่าน้อยครับ (เพราะโดยปกติเกมแนวเดินยิง จะมีศัตรูเดินหน้ามาเป็นร้อยแบบไม่เสียดายชีวิตและกองทัพ) แต่ถึงจะบอกว่าศัตรูมีจำนวนน้อย แต่ไม่สามารถชนกับศัตรูตรงๆ ได้ เพราะเราโดนอีกฝ่ายยิงไม่กี่นัดก็ตายแล้ว เราจึงต้องเน้นยิงระยะไกลเท่านั้น แต่ตัวเกมก็ยังพอมีอิสระให้คนเล่นอยู่บ้าง คนเล่นสามารถค่อยๆ เก็บเงียบทีละคนไม่ให้ทั้งกองทัพรู้ตัว หรือจะประกาศตัวเองว่า “โย่ๆ ตูคือสไนเปอร์ มายิงตรูเด้!” ก็ได้ ไม่มีใครห้าม แต่จะเอาตัวรอดได้รึเปล่ามันก็อีกเรื่อง

ไอ้หมอนี่ชะตาขาดแน่

สิ่งที่ทำให้เกม Sniper Elite V2 โดดเด่นมาตั้งแต่ภาคหนึ่งก็คือความสมจริงในการเล่นที่คุณต้องอาศัยแรงลม , จังหวะการเต้นของหัวใจ (มีผลกับความนิ่งในการเล็ง) และต้องคำนวณจุดตกของกระสุนล่วงหน้า เช่นถ้าคุณจะยิงอีกฝ่ายที่อยู่ห่างไหนมากๆ คุณจะเล็งที่หัวเขาไมได้เพราะกระสุนมันจะไปตกที่เท้าเขาแทน เป็นต้น ฟังดูแล้วเหมือนจะยุ่งยาก แต่รับประกันว่าเรียนรู้ได้ไม่ยาก ถึงไม่รู้ว่าต้องเผื่อระยะเท่าไหร่ถึงจะเป่าหัวโดนอีกฝ่ายพอดี คุณก็แค่ลองยิงไปสักนัดสองนัดเดียวก็รู้เองแหละ หรือถ้าคุณเป็นพวกคลั่งไคล้เรื่องปืนมากๆ คุณอาจใช้วิธีคำนวณจุดตกกระสุนจากลำกล้องปืนก็ได้

บางภาพนี่ก็ชวนขนลุกได้เหมือนกัน

และที่สำคัญที่ทำให้เกมนี้ถูกใจคอ FPS ฮาร์คคอร์มากๆ ก็คือ ระบบ Bullet Cams หากว่าคุณสามารถยิงโดนจุดสำคัญของศัตรู เช่น หัว , หัวใจ จะมีภาพกระสุนวิ่งไปเสียบศัตรูพร้อม X-Ray กันให้ดูถึงโครงกระดูกและเครื่องในกันไปเลยว่าที่คุณยิงไปนะโดนตรงไหน ทะลุโดนส่วนไหนของเครื่องในศัตรูบ้าง ถึงเห็นแล้วจะชวนผวาถึงอนุภาพพลังของสไนเปอร์บ้าง แต่รับประกันความสะใจ แต่ถ้าคุณไม่ชอบมองเห็นเครื่องในเพราะภาพอาจชวนแหวะ คุณก็สามารถปรับไม่ให้เห็นก็ได้ และสำหรับระบบ Bullet Cams นี้คุณจะได้เห็นกันจะๆ ตลอดทั้งเกม เพราะยังไงผมเชื่อว่าคนเล่นก็ต้องเน้นยิงหัวอีกฝ่ายอยู่แล้ว

แบบนี้สินะที่เรียกว่า “Head Shot”

ความยากง่ายในการเล่นนั้นถ้าเทียบกับภาค 1 แล้วต้องบอกว่าภาค 2 เล่นง่ายกว่า อย่างเช่นในภาค 1 ภาพกราฟฟิกทำออกมาได้ไม่สวยหรูนัก ทำให้ศัตรูแทบพรางตัวไปกับฉากโดยที่เราดูไม่รู้เรื่อง , ระบบภารกิจที่บอกชัดเจนกว่าเดิม สำคัญคือตัวเกมนั้นเน้นให้คนเล่นบู๊กับอีกฝ่ายในระยะประชิดได้บ้าง เท่าที่เล่นมาโดยทำเป็นไม่สนใจดูแผนที่ในบางฉาก เราสามารถเล่นได้รู้เรื่องโดยไม่จำเป็นต้องใช้สกิลภาษาอังกฤษและดูแผนที่ด้วยซํ้า! นับได้ว่าเป็นอีกระบบที่พัฒนาจากภาค 1 ได้อย่างดีเยี่ยม

ภารกิจคุ้มกันนี่สนุกมาก แต่น่าเสียดายมีให้เล่นแค่ฉากเดียว

แต่กระนั้่นรูปแบบของภารกิจตัวเกมต้องบอกคำเดียวว่า “ซํ้าซาก” คุณไม่มีภารกิจอะไรอย่างอื่นเลยนอกจาก เป่ากะบาลศัตรู , ลอบสังหาร (ต่างจากยิงศัตรูปกติตรงที่ต้องฆ่าไวๆ เนี่ยแหละ) และวางระเบิดล่วงหน้า พออีกฝ่ายขับรถมาก็ลอบยิงซะ โอเค ยังมีภารกิจคุ้มกันมาให้อีกหนึ่งภารกิจ (แค่ 1 ภารกิจ) แก้เบื่อได้บ้าง แต่นอกนั้นก็ยิง ยิง ยิง กับยิงเท่านั้น หากว่าเกมนี้ไม่ได้เน้นความสมจริงของการใช้ปืนสไนเปอร์แล้วหละก็จะเป็นอะไรที่น่าเบื่อไปเลย

เสียงแมลงวันบินผ่านมั้งพวก (หลังจากนี้คงรู้ชะตาไอ้หมอนี่นะ)

AI ของศัตรูนั้นแม้ว่าตัวศัตรูจะไม่ได้ฉลาดอะไรมากมาย แต่ก็ต้องขอบอกว่าทำออกมาได้ดี ตัว AI มีปฏิกิริยากับสภาพแวดล้อมได้ดี เช่นหากมันเป็นเพื่อนโดนฆ่า มันก็อาจจะเรียกพรรคพวกมาช่วย และพรรคพวกบางคนก็หาเรื่องย่องมาตุ๋ยเราข้างหลังด้วย หรือ ตอนที่เรายิงพลาดเฉียดหัวศัตรูไปนิดเดียว ศัตรูจะมองดูรูกระสุนที่เรายิงพลาดไป (ประมาณตกใจ) แต่ก็เปิดโอกาสให้เราเป่าหัวอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้น

เดินมาตามทางเป๊ะไม่มีหลบไม่มีหลีก ตามสูตรของ AI

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่าความงั่งของ AI ในบางครั้งก็ชวนให้เรารู้สึกเบื่อได้ไม่น้อย อย่างเช่นตอนที่พวกมันรู้ว่าเราอยู่ก็จะบอกซํ้าซากอยู่นั่นนะว่า “ช่วยกันหา” หรือ “มองรอบๆ” มันก็ไม่ได้ผิดหรอกนะที่จะพูดออกมาแบบนั้น แต่บางครั้งกลับพูดประโยคเดิมซํ้าๆ ติดต่อกัน 4 – 5 ทำให้ราวกับเป็นเสียงก้องสะท้อนซะอย่างนั้น ทำให้อารมณ์การเล่นตัวเกมดูตลกและไม่สมจริงไปโดยปริยาย

ฉากอลังการมว๊าก

ภาพกราฟฟิกในเกมนี้ต้องยอมรับว่าทำออกมาได้สวยอลังการมาก และอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมภาคนี้ถึงไม่ซัพพอตให้ Windows XP เพราะต้องการทำภาพกราฟฟิกให้ออกมาแจ่มๆ นั่นเอง ฉากต่างๆ คุณจะรับรู้ถึงบรรยากาศอันน่ากลัวของสงครามได้เป็นอย่างดี ฝุ่นควันทำออกมาได้ยอดเยี่ยม แต่กระนั้นกลับมีบางฉากที่แสดงถึงความหยาบอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งฉากเหล่านี้จะมีอยู่ฉากหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง ทำเอาความสมจริงของเกมหดหายไปเลย แต่นอกนั้นทำออกมาได้อลังมาก

ตอนกระสุนบินไปหาศัตรูนี่เป็นอะไรที่สะใจมาก

เสียงเองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตัวเกมนี้ยอดเยี่ยมและทรงอนุภาพ โดยเฉพาะเสียงตอน Bullet Cams หรือตอนกระสุนบินผ่านหัวศัตรู เสียงกระโหลกร้าว เสียงเครื่องในแตกกระจายมันเป็นอะไรที่ฟังดูแล้วโหด ดิบ เถื่อน สะใจคนเล่นมากๆ และเรื่องระบบเสียงนี้แหละที่ทำให้ตัวเกมเน้น “ความเงียบ” เป็นสำคัญ เพราะหากศัตรูได้ยินเสียงเราเดินหรือยิงเมื่อไหร่มันจะเริ่มมองหาตัวเราทันที

บอกแล้วไงว่าอย่าโผล่หัวขึ้นไป เป็นไง ไม่ฟัง

ภาค 2 นี้โหมดมิลติเพลเยอร์จะเน้นที่ออนไลน์เป็นหลักโดยไม่มี Lan ครับ ซึ่งโหมดออนไลน์นั้นก็มีโหมดอย่างเช่น Death Match หรือ Team Death มาให้ โดยการเอาฉากในเกมที่เราเล่นเนื้อเรื่องเนี่ยแหละเอามาโมให้เล่น โดยโหมดการเล่นออนไลน์ถอดแบบมาจากโหมดเนื้อเรื่องทุกอย่างเลยครับ (ทั้งกล้องส่องทางไกลจับตามองอีกฝ่าย หรือ การใช้ไอเท็มเสริมอย่างระเบิด) แต่ตัวเกมกลับไม่มีอะไรให้ปลดล็อค ไม่มีระบบเลเวลอะไรมาให้เล่น เล่นๆ แล้วก็จบ ตอนนี้ยังมีคนเล่นอยู่ แต่พอกาลเวลาผ่านไป เชื่อได้ว่าคนจะละลายหายไปจากเซิร์ฟแน่ๆ

โดยรวมแล้วถือได้ว่าเป็นเกมแนวสไนเปอร์ที่สมบูรณ์แบบเกมหนึ่งของโลกนี้เลยทีเดียว งดงามทั้งระบบการเล่น ความสะใจ ภาพ และเสียง บอกได้เลยว่าสำหรับคนไหนที่ชื่นชอบอาวุธสไนเปอร์หรือเจนจัดในเกม FPS อยู่แล้ว แนะนำให้สอยมาเลยครับ รับประกันได้ว่าคุณจะต้องหลงรักเกมนี้และรอคอยภาค 3 ต่อไปแน่ๆ (ถ้ามีนะ)

จุดเด่น
– ระบบการเล่นสไนเปอร์ที่สมจริง การเต้นหัวใจ , แรงลม , คำนวณจุดตกกระสุน ทั้งหมดนี้คุณจะหาจากเกมอื่นแทบไม่ได้
– เกมเพลที่ดุดัน โหด ดิบ สะใจ โดยเฉพาะระบบ Bullet Cams ที่ X-Ray ตอนกระสุนทะลุอีกฝ่ายจนเห็นเครื่องในเป็นอะไรที่สุโก้ยมาก แผล่บ!
– เมื่อเทียบกับภาค 1 แล้ว ตัวเกมภาค 2 จะเล่นง่ายขึ้น แต่ก็เน้นแอ็คชั่นมากกว่าเดิม
– อิสระคนเล่นระดับหนึ่ง จะเน้นลอบฆ่าหรือไม่ฆ่าใครแล้วเดินผ่านเงียบๆ หรือจะตะลุยให้อีกฝ่ายมาถล่มเรารวดเดียวก็ได้
– ภาพอันงดงาม เสียงที่ทรงอนุภาพ มากพอที่จะทำให้เกมนี้เป็นที่น่าจดจำ
– มีเรื่องราวให้เล่น ไม่จำเป็นต้องมีสกิลภาษาอังกฤษก็เล่นได้ คอ FPS เข้าถึงไม่ยาก
– เนื้อเรื่องใช้เวลาเล่นราวๆ 6 – 10 ชั่วโมง สามารถแบ็คอัพไฟล์เซฟเกมเก็บไว้ได้ โดยไฟล์เซฟเกมจะอยู่ที่ C:\Users\(ชื่อคอมของคุณ)\AppData\Local\SniperV2

ข้อเสีย
– คนไหนไม่เคยสัมผัสเกมแนวนี้ หรือ ไม่เคยเล่นภาค 1 มาก่อน (รวมไปถึงไม่เคยแตะ DEMO ก่อนด้วย) จะเล่นยากมากๆ และความไม่คุ้นเคยอาจทำให้ไม่ชอบไปเลยก็ได้
– ตัวเกมเน้นให้คนเล่นใช้ปืนมากเกินไปโดยที่ไม่มีระบบการต่อสู้ระยะประชิดยกเว้นย่องเก็บข้างหลัง เป็นการบีบบังคับคนเล่นมากไป
– บั๊กบางจุดดูประปราย AI ดูเอ๋อๆ และตลกเป็นบางฉาก ภารกิจซํ้าซากไม่หลากหลาย หากไม่มีความสมจริงของสไนเปอร์มาเกี่ยวข้องจะน่าเบื่อมาก
– เนื้อเรื่องธรรมดา ไม่ลึกซึ้ง ไม่อลังเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่สามารถทำได้ จบง่ายไปหน่อย
– ภาพกราฟฟิกดูหยาบเป็นบางจุด เฟรมเรตตกในบางด่านทั้งๆ ที่ DEMO ลื่นปรี๊ด
– เพลงประกอบอลังการบ้าง ไม่อลังการบ้าง ทำให้เพลงประกอบไม่น่าจดจำเท่าไหร่นัก
– โหมดมัลติเพลเยอร์ไม่มีระดับเลเวล ไม่มีของปลดล็อค ไม่มี AI และ LAN ไม่ได้
– ราคาใน Steam โหดมาก 1,750 บาท ต้องรอลุ้นว่า DKS จะเอามาขายราคาถูกได้ไหม
– ไม่ซัพพอต Windows XP

สำหรับคนไหนที่สนใจนะครับ Steam มีขายแล้ว คนไหนใจร้อนเก็บไปเลย ราคา 1,750 บาท แต่แนะนำให้รอคำตอบจาก DKS ก่อนว่าเขาจะนำมาขายได้ไหม เพราะหาก DKS นำมาขายได้ จะได้ราคาถูกกว่านี้มากครับ

ลิ้งหน้าร้านค้าบน Steam (มี DEMO ให้ลองเล่น) > http://store.steampowered.com/app/63380/

ภาพจาก Sniper Elite ภาค 1

ในส่วนของเจ้าของร้านอินเตอร์เน็ตนะครับ ทางเราเข้าใจดีว่าเกมแบบนี้เหมาะสำหรับร้านระดับพรีเมี่ยมเท่านั้น (คือคอมต้องสเปคสูง , ลง Windows 7 และงบต้องสูง) ผมจะเอาภาค 1 มารีวิวให้ซึ่งสนับสนุน Windows XP และกินสเปคน้อยกว่ามากครับ แถมราคาถูกด้วยครับ แต่ส่วนร้านไหนต้องการลงจริงๆ เกมนี้ซื้อชุดเดียวลงได้ทั้งร้านครับ

Comments

comments